กรมธรรม์ประกันภัย ที่ดีเป็นอย่างไร?What is a good insurance policy?

กรมธรรม์ประกันภัย ที่ดีเป็นอย่างไร? เนื่องจากธรรมชาติของกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเรื่องของ “เงื่อนไข” ดังนั้นกรมธรรม์ประกันภัยที่ดีในแง่ของผู้เอาประกันภัยจะต้องThe essence of an insurance policy is its “conditions”; therefore, a good policy for the insured must offer “ให้ความคุ้มครองสูง มีเงื่อนไขน้อยและเบี้ยประกันภัยไม่แพง” (broad coverages, less restrictions and competitive premium) ความคุ้มครองสูงมี 2 ลักษณะคือโดยทางตัวเลขซึ่งมองเห็นได้ง่าย เช่น กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มครองกรณีไปชนคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต 1,000,000.-บาท/คน ย่อมให้ความคุ้มครองสูงกว่ากรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองเพียง 500,000.-บาท/คน และความคุ้มครองสูงในทางตัวหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องยากและละเอียดอ่อนกว่ากันมาก เช่น กรมธรรม์ประกันภัยโจรกรรมของสถานีบริการน้ำมันระบุว่าให้ความคุ้มครอง “…………………และน้ำมันเครื่อง” ย่อมมีความคุ้มครองที่แคบหรือน้อยกว่ากรมธรรม์ประกันภัยโจรกรรมที่ระบุว่า “………………….และน้ำมัน” หรือกรมธรรม์ประกันภัยขนส่งทางทะเลระบุว่าให้ความคุ้มครอง “เมื่อสินค้าข้าวได้ขึ้นเรือเดินสมุทรหมดแล้ว” ย่อมมีความคุ้มครองแคบหรือน้อยกว่ากรมธรรม์ที่ระบุว่า “เมื่อสินค้าข้าวได้ขึ้นเรือเดินสมุทรแล้ว” เพราะเรือเดินสมุทรอาจจมเมื่อสินค้าข้าวได้ถูกขนขึ้นเป็นบางส่วนก็ได้ ปัญหามีว่ากรมธรรม์ที่ระบุว่าจะให้ความคุ้มครองเมื่อสินค้าได้ขึ้นเรือเดินสมุทรหมดแล้ว บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่? ดังนั้นคำว่า “หมด” ในที่นี้ย่อมจะมีความหมายเมื่อมีการตกลงค่าเสียหาย หรือถ้าไม่มีการซื้อประกันภัยแต่เป็นการทำสัญญาซื้อขายสินค้าข้าวทั่วไป ผู้ซื้อจะชำระเงินให้ผู้ขายหรือไม่? เหมือนผู้ซื้อสั่งให้ผู้ขายให้นำตู้เย็นไปติดตั้งที่ชั้นสองแต่ผู้ขายทำตู้เย็นตกเสียหายที่ชั้นหนึ่ง ผู้ซื้อจะชำระเงินค่าตู้เย็นหรือไม่?

 

 

กรมธรรม์ประกันภัย “broad coverage, less restrictions and competitive premium”. Broad coverage can be measured through 2 ways: quantity and content. Quantity is easy to tell. For example, a motor insurance policy with liability limits of 1,000,000 baht/person in case of an accident with casualties surely offers broader coverage than that with only 500,000 baht/person. Broad coverage in terms of content, however, is a lot more complicated. For example, a theft insurance policy for gas station is stated that it covers “………….. and engine oil” offers less coverage than the one stated that it covers “………….. and oil”. Likewise, a marine insurance policy that is stated that it covers “when all rice products have already boarded the vessel” offer less cover less coverage than the one stated that “when rice products have already boarded the vessel” because the vessel may be sunk when a part of rice products have boarded. The problem is in case of the policy stated that it shall cover when all rice products have already boarded the vessel, whether the insurance company will pay for the damages or not. Thus, the word “all” in this case is significant when the claim for damages is negotiated. Even for non-insurance contract, such as in a normal sales contract, should the buyer pay the seller if something goes wrong? For example, the buyer orders the seller to install a refrigerator on the second floor, but the seller accidentally drops the refrigerator on the first floor. Should the buyer pay the seller in this case?

 

 

กรมธรรม์ประกันภัย

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

16 − 3 =